Will, Shall, Would, Should ใช้ทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่นได้ดังต่อไปนี้
Will แปลว่า “จะ” ใช้ทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่น เพื่อบอกความเป็นอนาคตกาล ( Future Tense ) และใช้กับประธานที่เป็นบุรุษที่ 2 ( คือ you ) และบุรุษที่ 3 ( คือ He , She , It , They ) ตลอดถึงนามเอกพจน์ พหูพจน์ ทั่วไปที่มาเป็นประธานได้ทั้งนั้นเช่น
He will meet his friend at the train station.
( เขาจะไปพบเพื่อนของเขาที่สถานีรถไฟ )
Shall แปลว่า “จะ” ใช้ทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่น เพื่อให้เป็นอนาคตกาล ( Future Tense ) เช่นเดียวกับ will และให้ใช้กับประธานที่เป็นบุรุษที่ 1 ( คือ I , We เท่านั้น ) เช่น
I shall start my journey tomorrow.
( ฉันจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้ )
หมายเหตุ : will และ shall หากใช้สลับกันกับบุรุษที่กล่าวมาแล้ว นั่นคือใช้ will กับ I , We และใช้ Shall กับ he , she , it , they ตลอดถึงนามทั่วไปที่มาเป็นประธานแล้ว ย่อมมีความหมายพิเศษขึ้น ผิดไปจากการใช้แบบปกติ เพราะนั่นแสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะกระทำการนั้น ๆ แสดงถึงความมั่นสัญญา , แสดงการข่มขู่ แล้วแต่กรณีไป เช่น
I will try to do it again.
( ฉันจะพยายามทำอีกครั้ง ) ( แสดงความตั้งใจ )
If you work well, you shall have higher wages.
( ถ้าคุณทำงานดี คุณก็จะได้รับค่าจ้างสูงขึ้นอีก ) ( คำสัญญา )
ประโยคตัวอย่างข้างบนนี้ จะเห็นว่าใช้ will , shall สลับบุรุษกันทั้งนี้ก็เพื่อแสดงถึงความตั้งใจแน่วแน่, การให้คำมั่นสัญญา, การข่มขู่ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง
นอกจากนี้แล้วเฉพาะ Shall ยังใช้ได้กับทุกบุรุษอีกด้วย เมื่อไปเป็นกริยาพิเศษแสดงถึงวัตถุประสงค์ใน วิเศษณานุประโยค ( Adverb Clause of Purpose ) ที่มีคำสันธาน so that หรือ in order that เช่น
John comes hers so that he shall see his father.
( จอห์นมาที่นี่ก็เผื่อว่าจะได้พบกับคุณพ่อของเขา )
Would แปลว่า “จะ” ใช้ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยให้กับกริยาตัวอื่นได้ต่อไปนี้
( a ) ใช้เป็นอดีตของ will ในประโยคที่เปลี่ยนมาจาก
Indirect Speech เช่น
She said, “I will do it again.”
( หล่อนพูดว่า “ดิฉันจะทำอีกครั้ง” )
( b ) ใช้ในประโยคเงื่อนไข ( Conditional Sentence ) เช่น
If I were you, I would try to do.
( ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะพยายามทำให้ได้ )
( c ) ใช้เป็นกริยาช่วยร่วมกับ like ในสำนวนการพูดเพื่อความสุภาพ ซึ่งมีความหมายว่า “อยากจะ, อยากให้” กรณีเช่นนี้ would ใช้ได้กับทุกพจน์และทุกบุรุษ และมีความเป็นปัจจุบันกาลด้วย อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นอดีต เช่น
Jim would like to study music.
( จิมอยากเรียนวิชาดนตรี )
( d ) ให้ใช้ would ( แทน will ตลอดไป ) เมื่อผู้พูดไม่แน่ใจคือ ยังสงวนท่าทีเพื่อรอดูปฏิกิริยาของผู้ที่ตนพูดด้วยว่าจะเป็นหรือทำอย่างที่ชักนำหรือไม่ และตามกฎข้อนี้มักใช้ในคำถามเพื่อความสุภาพ เช่น
Would you have some cold drinks?
( คุณจะเอาเครื่องดื่มเย็น ๆ ไหม? )
( e ) ในประโยคคำถามที่มีกริยา mind , please เข้ามาร่วมเพื่อความสุภาพในการถามหรืออกคำสั่ง และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คู่สนทนาอีกโสดหนึ่ง ต้องใช้ Would นำหน้าคำถามหรือคำสั่งนั้น ๆ ตลอดไป เช่น
Would you mind if I smoke? Of course not.
( คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะสูบบุหรี่? )
( ไม่รังเกียจหรอก )
( f ) ใช้ในสำนวนการพูดว่า “ควรจะ…ดีกว่า , สมัครใจที่จะ…ดีกว่า” ควบกับ better หรือ rather ใช้ได้กับทุกพจน์ทุกบุรุษ เช่น
Which would you rather have, beer or coffee?
( คุณอยากจะดื่มอะไรมากกว่า เบียร์หรือกาแฟ? )
ข้อสังเกต : บางครั้งหลัง better หรือ rather จะมี than มาต่อท้ายอีกก็ได้ เช่น
She would rather walk than run.
( เธออยากจะเดินไปมากกว่าวิ่ง )
Should แปลว่า “จะ” มีหลักการใช้ดังต่อไปนี้
( a ) ใช้เป็นรูปอดีต ( Past Tense ) ของ Shall ในประโยค Indirect Speech เช่น
He said to me, “You will be able to do it.”
( เขาพูดกับฉันว่า “คุณจะต้องสามารถทำมันได้” )
( b ) ในประโยคที่เป็นอนาคตกาล ( Future Tense ) ถ้าผู้พูดยังมีความสงสัย ไม่แน่ใจ หรือยังเป็นการคาดหมายอยู่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือพฤติกรรมนั้น ต้องใช้ should ตลอดไป ( ไม่นิยมใช้ shall ) เช่น
They should be there by 3 o’clock, I think.
( ฉันคิดว่า พวกเขาจะต้องไปถึงที่นั่นในเวลาบ่าย 3 โมง )
( c ) should เมื่อแปลว่า “ควรจะ” คือเป็นปัจจุบันกาลใช้ได้กับทุกพจน์ทุกบุรุษ ใช้แสดงถึงหน้าที่ที่จะต้องกระทำการให้คำแนะนำ ( duty , obligation หรือ advice ) ซึ่งมีความหมายเท่ากับ ought to โดยเฉพาะภาษาพูดจะใช้ should แทน ought toเช่น
You should go on a diet.
( คุณควรลดอาหารบ้าง )
( d ) ใช้ should have + Verb ช่อง 3 กับอดีตกาลที่ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งได้ผ่านพ้นมาแล้ว เช่น
John should have studied hard before the examination. ( but he didn’t. )
( จอห์นควรจะได้เรียนอย่างหนักก่อนที่จะสอบ )
( e ) ใช้ should แทน might กับทุกประธานได้ ในประโยคที่แสดงความมุ่งหมาย โดยมีสันธาน so that, in order that นำหน้าประโยคของมัน เช่น
I helped him very much so that he should ( might ) succed.
( ฉันได้ช่วยเขาอย่างมากทีเดียว ดังนั้นเขาควรสำเร็จ )
( f ) ใช้ should ในประโยคที่ตามหลัง lest , for fear that ตลอดไป เช่น
Bill studied harder lest he should fail.
( บิลเรียนหนักยิ่งขึ้น เผื่อว่าจะได้ไม่ต้องสอบตก )
Can แปลว่า “สามารถ” เป็นกริยา Anomalous Verb ( กริยาพิเศษ ) ได้เพียงอย่างเดียว รูปอดีตของ can คือ could กริยาตัวอื่นที่ตามหลัง can เป็น Infinitive Without “to” และนอกจากนี้แล้ว can ยังใช้ได้กับทุกประธานและทุกพจน์อีกด้วย ซึ่งมีวิธีใช้ได้ดังต่อไปนี้
( a ) ใช้แสดงความเป็นอิสระจากพันธะอื่น ๆ เช่น
I can see you tomorrow at 7 o’clock.
( พรุ่งนี้ฉันพบคุณได้เวลา 7 นาฬิกา )
( b ) ใช้แสดงภาวะการรับรู้ซึ่งมิอาจควบคุมได้ เช่น
I can see. ( hear , remember , etc.)
( ฉันสามารถเห็น ) ( ได้ยิน , จำได้ เป็นต้น )
( c ) ใช้แสดงถึงสิ่งที่ผู้พูดพูดนั้นเป็นความจริง หรือเป็นไปได้อย่างแน่นอน โดยปราศจากข้อสงสัย เช่น
This can be the answer, I think.
( ฉันคิดว่า นี่คือคำตอบที่ถูกต้อง )
( d ) ใช้แสดงถึงความสามารถหรือการอนุญาต เช่น
I can drive very far from here.
( ฉันสามารถขับรถไปได้ไกลจากที่นี่ )
( e ) ใช้แสดงถึงพละกำลัง การฝึกหัดและการเรียนรู้ เช่น
Can you lift that table?
( คุณสามารถยกโต๊ะตัวนั้นได้ไหม? )
Could แปลว่า “สามารถ” เป็นรูปอดีตของ can ใช้ได้กับทุกพจน์และทุกตัวประธาน กริยาตัวอื่นที่ตามหลังเป็น Infinitive Without “to” ซึ่งมีรายละเอียดของการใช้ดังต่อไปนี้
( a ) ใช้แสดงความเป็นอิสระจากพันธะอื่น ๆ ได้ แต่มีความแน่นอนน้อยกว่า Can เช่น
She could see me tomorrow at 7 o’clock, perhaps.
( พรุ่งนี้เวลา 7 นาฬิกา หล่อนจะพบผมก็ได้ )
( b ) ใช้เป็นอดีตของ Can ในประโยค Indirect Speech ( ที่เปลี่ยนมาจาก Direct Speech ) เช่น
Direct :
She said, “I can go there alone?”
( หล่อนพูดว่า “ดิฉันสามารถไปที่นั่นคนเดียวได้? )
She said that she could go there alone.
( หล่อนพูดว่าหล่อนสามารถไปที่นั่นคนเดียวได้ )
( c ) ใช้แสดงถึงความสามารถที่ได้กระทำในอดีต เช่น
I could speak Chinese perfectly ten years ago.
( ผมสามารถพูดภาษาจีนได้ดี เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา )
( d ) ใช้เพื่อขออนุญาตกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับคู่สนทนา ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติกับผู้ที่เราพูดด้วย เช่น
Could I borrow your pen, please?
( ฉันขอยืมปากกาของคุณหน่อยได้ไหมครับ? )
( e ) could ที่นำมาใช้ในรูป could + have + Verb ช่อง 3 เพื่อแสดงถึงความสามารถหรือความเป็นไปได้ในอดีตแต่ก็ไม่ได้ใช้ความสามารถนั้นเสีย เช่น
I could have lent you the money.
Why didn’t you ask me?
( ฉันสามารถให้คุณยืมเงินได้ ทำไมคุณจึงไม่ขอฉัน? )
การใช้ Will, Would, Shall, Should
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
Powered by Facebook Comments
Filed in: บทที่ 6 Verb คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ชนิด